อดีตครูช็อก!เงินเก็บ 3 แสนหายจากบัญชี พบพิรุธลายเซ็น-วันที่ไม่ตรงกัน

อดีตครูช็อก! แจ้งความ เงินบำเหน็จกว่า 3 แสนหายจากบัญชี เผยเป็นเงินบำเหน็จ

ที่กรมบัญชีกลางโอนเข้าบัญชีให้ พบพิรุธปลอมลายเซ็น-ตัวเลขของจำนวนเงิน วันที่ไม่ตรงกัน

 

เมื่อเวลา 11.30 น.วันที่ 22 พ.ค. ที่ สภ.หนองเรือ จ.ขอนแก่น นายทองอินทร์ เวหา อายุ 66 ปี

ชาว ต.ในเมือง อ.เวียงเก่า จ.ขอนแก่น เดินทางเข้าพบ พ.ต.อ.ภพกร กวินโยธิน ผกก.สภ.หนองเรือ จ.ขอนแก่น และ พ.ต.ท.บรรลุ สินนา สว.(สอบสวน) สภ.หนองเรือ เพื่อมอบหลักฐานซึ่งเป็นเอกสารรายละเอียดของธนาคารกรุงไทย สาขาหนองเรือ พร้อมทั้งให้ปากคำกรณีเงินในบัญชีธนาคารหายไปร่วม 300,000 บาท

 

นายทองอินทร์ กล่าวว่า ก่อนที่จะลาออกจากราชการตำแหน่งสุดท้ายคือครูชำนาญการพิเศษระดับ 8 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาขอนแก่น เขต 5 หรือ สพป.ขอนแก่น เขต5 โดยลาออกมาเมื่อปี พ.ศ.2554

 

โดยขณะที่เข้ารับหนังสืออนุมัติการลาออก ที่สพป.ขอนแก่น เขต 5 มีเจ้าหน้าที่ประจำสำนักงานแจ้งว่า

เมื่อลาออกจากราชการแล้ว เมื่ออายุครบ 65 ปี จะได้รับเงินบำเหน็จตกทอดประมาณ 200,000 บาท

จึงจำคำที่เจ้าหน้าที่แจ้งไว้ เพื่อรอเช็คสมุดบัญชีต่อมาเมื่ออายุครบ 65 ปี จึงเดินทางไปที่สำนักงานเขตพื้นที่

การศึกษาขอนแก่น เขต 5 เมื่อวันที่ 28 เม.ย. ที่ผ่านมา เพื่อสอบถามเจ้าหน้าที่ถึงเงินบำเหน็จตกทอด

 

ซึ่งเจ้าหน้าที่แจ้งว่า เงินบำเหน็จตกทอดจำนวน 200,000 บาท นั้นกรมบัญชีกลางโอนเข้าบัญชีเรียบร้อยแล้ว

ตั้งแต่วันที่ 9 ก.ย.2554 และเจ้าหน้าที่รายดังกล่าวยังเปิดให้ดูรายละเอียดการรับโอนเงินเข้าบัญชีจากกรมบัญชีกลาง

จึงทำให้รู้ว่ามีเงินบำเหน็จตกทอดจำนวน 200,000 บาท เข้าบัญชีตัวเองจริง แต่พบว่าตัวเองไม่ได้เงินแม้แต่บาทเดียว

เจ้าหน้าที่จึงให้ไปขอรายละเอียดการเดินบัญชี และตรวจสอบที่ธนาคารกรุงไทยสาขา อ.หนองเรือ

เพื่อจะได้ทราบข้อเท็จจริงของเงินที่โอนเข้าบัญชีถึงเส้นทางการเงิน

 

 

“เมื่อไปที่ธนาคาร และขอสเตทเม้นท์ก็พบเงินเข้าบัญชีจริง แต่มีการเบิกเงินออกจากบัญชีผ่านการกดเอทีเอ็ม วันที่ 9 ก.ย.2554 จำนวน 2 ครั้ง วันที่ 10 ก.ย. ปี2554 จำนวน 2 ครั้งๆละ 20,000 บาท เป็นเงิน 80,000 บาท ต่อมาวันที่ 23 ก.ย.2554 กรมบัญชีกลาง โอนเงินเข้าบัญชี จำนวน 81,756 บาท และในวันเดียวกันก็มีการถอนเงินจำนวน 120,000 บาท

 

 

โดยการเขียนใบถอนเงินจากธนาคาร ลงวันที่ 3 ก.ย.2554 แต่ประทับตราอนุมัติจ่ายเงินวันที่ 23 ก.ย.2554 ซึ่งยังมีข้อพิรุธอีกหลายจุด ทั้งจำนวนตัวเลขที่เขียนเป็นตัวเลขอารบิก 120,000 บาท แต่เขียนเป็นตัวหนังสือภาษาไทยว่า หนึ่งแสนสองพันบาทถ้วน และลายเซ็นที่เซ็นก็ไม่ใช่ลายเซ็นของตัวเอง

 

รวมทั้งเอกสารบัตรที่ใช้ประกอบการถอน ก็เป็นใบขับขี่ ซึ่งตนไม่เคยใช้ใบขับขี่ในการถอนเงิน จากนั้นยังพบว่าวันที่ 21 ต.ค.2554 กรมบัญชีกลางได้โอนเงินเข้าบัญชี จำนวน 16,351.20 บาท จึงสอบถามกับทางธนาคารถึงการเบิกเงินทั้งการกดเอทีเอ็ม และการเขียนใบเบิกว่า มีการเบิกถอนได้อย่างไร เจ้าหน้าที่ธนาคารแจ้งว่า มีการกดเอทีเอ็มและโอนเงินเข้าบัญชีของ นางชื่นจิตร บรรทะโก อายุ 38 ปี ซึ่งก็คือลูกสะใภ้ ที่ทำงานรับราชการอยู่ที่ จ.อุบลราชธานี

ซึ่งเมื่อทราบข้อมูลจากธนาคาร จึงแจ้งปัญหาให้ลูกชายและลูกสะใภ้ ที่จังหวัดอุบลราชธานีทราบเรื่อง และมาพบพนักงานสอบสวนเพื่อให้ปากคำในครั้งนี้ ในขณะที่เจ้าหน้าที่ธนาคารขอร้องไม่ให้แจ้งความ และรับปากว่าจะตรวจสอบให้ แต่เจ้าหน้าที่บางคนบอกว่า ให้แจ้งความเพื่อจะได้ตรวจสอบที่ไปของเงินที่หายจากบัญชีธนาคาร จึงเข้าแจ้งความดังกล่าว”

ด้าน พ.ต.อ.ภพกร กวินโยธิน ผกก.สภ.หนองเรือ กล่าวว่า มอบหมายให้เจ้าหน้าที่สอบปากคำนายทองอินทร์ผู้เสียหายและให้ทำหนังสือถึง ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ประถมศึกษาขอนแก่น เขต 5 เพื่อขอสอบปากคำเจ้าหน้าที่ฝ่ายบัญชี และขอทราบรายละเอียดขั้นตอนการจ่ายเงินบำเหน็จตกทอด ที่กรมบัญชีกลางให้กับบุคลากรที่ลาออกจากราชการ

จากนั้นให้สอบปากคำสมุห์บัญชี และผู้จัดการธนาคารกรุงไทยสาขาหนองเรือ รวมถึงสอบปากคำเจ้าหน้าที่ธนาคาร ซึ่งเป็นเจ้าของลายเซ็นในใบถอนเงิน เนื่องจากว่าวันที่ไม่ตรงกัน, จำนวนเงินที่เขียนเป็นตัวหนังสือกับตัวเลขไม่ตรงกัน และการถอนเงินก็เป็นการใช้เอกสารที่เป็นใบขับขี่รถยนต์

“การตรวจสอบตามเอกสารที่ผู้เสียหายได้มาจากธนาคาร ในเบื้องต้นพบว่ากดเอทีเอ็ม โอนเงินเข้าบัญชีหนึ่ง ซึ่งเป็นบัญชีเดียวกัน ตู้เอทีเอ็ม สาขา 428 รวม 4 ครั้ง ทั้งหมดนี้ได้สั่งการให้พนักงานสอบสวน ตรวจสอบรายละเอียดที่มาที่ไปของเงินในบัญชีของผู้เสียหาย เมื่อรายละเอียดครบถ้วนก็น่าจะได้รับคำตอบที่ชัดเจนว่า เส้นทางการเงินในบัญชีของนายทองอินทร์ เป็นมายังไง มีความผิดพลาดหรือข้อเท็จจริงตรงไหนบ้าง ก็จะได้ดำเนินการตามกฎหมายต่อไป” พ.ต.อ.ภพกร กล่าว

ด้าน นางชื่นจิตร บรรทะโก อายุ 38 ปี ลูกสะใภ้ของผู้เสียหาย ซึ่งเดินทางมาให้ปากคำกับพนักงานสอบสวน กล่าวว่า รับราชการฝ่ายจัดเก็บรายได้ประจำ อบต.แห่งหนึ่งใน จ.อุบลราชธานี มีสมุดบัญชีหลายธนาคาร แต่ไม่มีบัญชีที่ตรงกับบัญชีที่โอนเงินเข้า เมื่อทราบเรื่องจากพ่อก็ลาราชการเพื่อเดินทางมาให้ปากคำต่อพนักงานสอบสวน และยินดีให้ตรวจสอบบัญชีธนาคารทุกธนาคาร ขณะเดียวกันก็อยากให้ตรวจสอบ สอบสวนหาตัวคนที่เบิกถอนเงินของพ่อมาดำเนินการตามกฎหมายด้วย

คลิป

ที่มา ข่าวสด

อ่านต่อ คลิ๊ก

Check Also

แย้มข่าวดี ลุ้นวันหยุด ชดเชยวันสงกรานต์

FacebookLineจาก …

error: Content is protected !!